ประวัติความเป็นมา
ประวัติความเป็นมา
26 กันยายน 2569

2


ตามประวัติศาสตร์ไทย แต่งโดย นายเจริญ ไชยชนะ ได้บอกไว้ว่าชาวฉลองมิได้เป็นชาวใต้ มาโดยกำเหนิด ได้อ้างข้อความตามพงศาวดารว่าปี พ.ศ. 1931 – 1934 พระราเมศวรได้ยกทัพไปเมืองเชียงใหม่ การตีครั้งนั้นไม่สำเร็จ จึงได้กวาดต้อนผู้คนจากเมืองเล็ก ๆ มาเมืองหนึ่ง แล้วส่งไปอยู่เมืองจันทบุรี เมืองพัทลุง เมืองนครศรีธรรมราช ที่เมืองนครศรีธรรมราชนั้นให้อยู่ที่ฉลอง

ตามปรากฏชื่อเจ้าเมืองทางเหนือที่ได้กวาดต้อนมาครั้งนั้น คือเจ้าเมืองกุมกามกับนางรายา ตามหลักฐานว่าได้มาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ปลายดอนใหญ่ ในปัจจุบันนี้ เนื้อที่ไม่น้อยกว่า 80ไร่ เพราะต้องรับผิดชอบข้าทาส บริวารอีกมากมายการกวาดต้อนมาครั้งนั้นได้ติดชนชาวเขินมาด้วย ชาวเขินที่ว่ามานี้ ได้ปรากฏว่าได้ตั้งบ้านเรือน ทางทิศใต้ของวัดเขาน้อย เจ้ากุมกามตั้งบ้านเรือนอยู่นานเท่าใดไม่ปรากฏ ทราบเพียงแต่ว่าลูกสาวของเจ้ากุมกาม ถูกเห็บแรดกัดที่ใต้ราวนมจนตาย มารู้ตอนตายแล้วว่าถูกเห็บกัด จึงได้จัดการฝังศพลูกสาวไว้ในที่นั้น พร้อมกับยกที่สวนนั้นให้เป็นสุสานประจำเมือง (เรียกว่าท่าเปลวดอนใหญ่) ปัจจุบันนี้เนื้อที่เปลวคงเหลือไม่เท่าเดิมเสียแล้วแน่นอน

           ส่วนเจ้ากุมกามกับนางรายา ก็ได้ย้ายไปตั้งบ้านเรือน อยู่ทางทิศตะวันออกของวัดท่าควาย(คงคาเลียบ) ตามหลักฐานที่ชี้ชัดว่าเป็นเมืองเหนือ จากแคว้นลานนา คือ
           1. ลักษณะการแต่งกาย ตามที่ผู้เฒ่าเล่ามาว่าเมื่อ 100 ปี ที่ผ่านมา การแต่งกายของชาวฉลอง มิใช่อย่างนี้ คือใช้ผ้าที่ทอกันเอง นุ่งผ้าจูงกระเบน โดยเฉพาะผู้หญิงต้องผ้าสะใบพาดเฉียงกันทุกคน และเกล้าผมเป็นทรงสูงแบบมอญ ผู้ชายใส่เสื้อผ่าอกตลอด
           2. ลักษณะการสร้างบ้านแปลนเรือน ทำบ้านแบบทรงช้างเยี่ยว คือโคนผายปลายหุบนิด ๆ เป็นทรงของชาวเหนือแท้ ที่ฉลองบ้านหลังสุดท้ายคือบ้านนายเลือบ และโรงธรรมที่วัดเขาน้อย สร้างปี 2455 ปัจจุบันเจ้าอาวาสย้ายไปตั้งในสถานที่ใหม่ ไม่ทราบว่ายังคงเป็นทรงรูปเดิมอยู่หรือเปล่า
           3. วัฒนธรรมในฉลอง ก็คล้ายคลึงกับเมืองเหนือมากมาย แต่เมื่อได้พรัดพรากจากถิ่นเดิม มาช้านานจึงมีความสึกกร่อนเป็นธรรมดา
           4. ของใช้ประจำวัน ในสมัยก่อนมีการทำเครื่องเขิน แถวทางทิศใต้ของวัดเขาน้อย ชาวบ้านเรียกว่ากลอง ทำด้วยไม้ไผ่ สานขึ้นเป็นรูปทรงทำเป็นชั้นซ้อนกันได้ บางลูกทำเป็นที่หิ้วได้ แล้วลงรักทำเป็นเชี่ยนหมาก ข้าง ๆ ทำเป็นลวดลายสวยงาม ที่เรียกว่าเครื่องเขิน เพราะชาวเขินเป็นผู้คิดทำขึ้นมาใช้
           5. ภาษาที่ใช้ ชาวฉลองใช้ภาษาผิดกับสถานที่อื่นๆ ธรรมเนียมอันนี้ชาวฉลองรักษามาไม่น้อยกว่า 400 ปีแล้ว ขณะนี้รู้สึกว่าได้สึกกร่อนไปมากแล้ว ถ้าสังเกตก็จะทราบ เพราะเป็นของละเอียดอ่อนมาก
           6. การศาสนา ชาวลานนาเขาหนักแน่นที่สุด ในการนับถือศาสนา ชาวฉลองก็เช่นกัน หนักแน่นกับพุทธศาสนา มาหลายชั่วคนแล้ว
           7. สมบัติของชาวลานนาแท้ ๆ ที่แสดงออกให้เห็นที่ฉลอง คือ
                      1. การทำบุญลอยแพ
                      2. การทำบุญหาบคอน
                      3. การทำบุญหัวนา
                      4. การปักยันในนาเวลาข้าวออกรวง
                      5. กระด้งมอญ
                      6. ลานบ้าน เดิมชาวฉลองไม่มีลานเลย เพิ่งจะมีเมื่อ 50 ปี มานี้เอง
                      7. ชาวฉลองมักจะไว้หญ้าที่หน้าบ้าน เผื่อไว้เช็ดเท้าเวลาไปใหนมาใหน มีไว้ทุกบ้าน

           เมืองฉลองได้ปรากฏชื่อขึ้นในสมัยอยุธยาตนปลายอีกครั้ง คือในสมัยพระเทพราชา ตรงกับ พ.ศ. 2231 – 2246 ตอนนั้นฉลองเป็นเมืองขนาดเล็ก ขึ้นกับเมืองนครศรีธรรมราช พระเทพราชาได้สั่งให้กองทัพยกไปตีเมืองนครศรีธรรมราช มีท่านหมื่นเมืองฉลองได้ซ่องสุมผู้คนขึ้นฝึกอาวุธเเพื่อต่อสู้กับกองทัพ โดยตั้งค่ายต่อสู้ เรียกตนเองว่า กองทัพน้อย แต่ทราบว่าท่านจอมหาญ ที่ทับขามพ่ายแพ้แก่ทัพกรุง และถูกฆ่าตาย ทัพกรุงก็ยกผ่านพ้นไปแล้วเรื่องจึงสงบลง ต่อมาที่ฝึกอาวุธนั้นชาวบ้านเรียกว่า นาค่ายบางคนเรียกว่า ทุ่งสู้เมือง ฉลองก็ยังคงความเป็นเมืองเรื่อยมา จึงปรากฏชื่อขึ้นใน พ.ศ. 2354 ในสมัยรัชกาลที่ 2 คือพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แห่งกรุงเทพมหานคร ได้มีคำสั่งให้เจ้าพระยานครศรีธรรมราช จัดการปกครอง เมืองเสียใหม่ให้เป็นระเบียบ ทางเมืองนครศรีธรรมราช จึงจัดการแบ่งเขตการปกครองออกเป็นเมือง 10 เมือง และเป็นอำเภอ 14 อำเภอ 26 ตำบล 3 แขวง 4 ด่าน นัยการปกครองของเมืองนครศรีธรรมราชตอน นั้นก็ได้เลื่อนยศขึ้นเป็นเจ้าพระยาศรีธรรมมาโศกราชชาติเดโชชัยมไหสุริยาธิบดีอภัยพิริยปรากรมพาหุ (พระยานคร ศรีธรรมราชน้อย) แต่เมืองฉลองนั้นถูกจำกัดสิทธิบางอย่าง จึงไม่สามารถเป็นเมืองใหญ่ขึ้นได้ คือสร้างกำแพงเมืองไม่ได้ อำนาจของผู้รักษาเมือง ก็ไม่ใหญ่โตอะไรมากนัก ในปี พ.ศ. 2354ผู้รักษาการเมืองฉลอง คือ

           หลวงพระยาภักดีศรีสงคราม ผู้รักษาเมืองฉลองศักดินา 1,000 ไร่
           ขุนอินทรพิชัย ผู้ช่วยศักดินา 400 ไร่
           ขุนพรหมบุรี สมุห์บัญชีศักดินา 200 ไร่
           หมื่นคชบุรี ผู้ช่วยสมุห์บัญชีศักดินา 200 ไร่
           ใช้ธงประจำเมืองเป็นรูปเลียงผา ตัวเมืองตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของวัดเบิกปัจจุบันนี้ ใช้วัดเจดีย์เป็นวัดที่ถือน้ำพิพัฒสัตตยา โดยเอาน้ำมาจากสระแม่อ่างทอง น้ำวัดประนาคราช (ข้างบ้านนายพริ้ง อาจหาญ) และน้ำวัดพระโอนผสมกับน้ำที่รับมาจากในเมือง ตั้งเมืองฉลองที่นั้นมานาน ต่อมาในปี พ.ศ. 2382

           เมืองฉลองไม่ได้ปรากฏในทำเนียบของเมืองนครอีกแล้ว คำนำหน้าเมืองก็ขาดหายสูญไป ผู้ปกครองท้องที่ สมัยนั้นมียศเพียงขุน ผู้ช่วยมียศเป็นหมื่น ที่ทำการของเมืองก็ย้ายตามผู้ปกครองท้องที่ไปด้วย ดังปรากฏในหนังสือช้างพลายจำเริญดังนี้ (เป็นคำพูดของเจ้าเมืองนคร) อ้ายเด็นมึงเห็นใคร พอได้ฝากพลายทอง โต๊ะเด็นทูลกระซิบ ว่าขุนทิพย์จากฉลอง พักอยู่บ้านตูทอง เออสิวาไปหาตัว ขุนทิพย์ใจสั่นรัว ถอนใจพรูตาดูทาง เท่านี้ก็แสดงให้รู้ว่าปีนั้นเป็นฉลองไปแล้ว ลุมาในปี พ.ศ. 2394 รัชกาลที่ 3 คือพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต รัชกาลที่ 4 ขึ้นครองราชย์สมบัติ ต่อตามความเข้าใจของบางคนว่า เป็นคำว่าฉลอง ในรัชกาลที่ 4 นั้น เป็นการคลาดเคลื่อนไม่น้อย มาตอนนี้ได้บ่งบอกว่าผู้รักษาฉลองคือ ขุนทิพย์พิมล ผู้ช่วยคือ หมื่นเห็ดธานี บ้านขุนทิพย์พิมล ตั้งบ้านเรือนอยู่ทางทิศตะวันออกของของวัดถ้ำเทียนถวาย ส่วนบ้านหมื่นเห็ดธานี ตั้งบ้านเรือนอยู่ทางทิศตะวันตกของวัดกลาง ในปี พ.ศ. 2405 ขุนทิพย์พิมล ก็ถูกช้างพลายจำเริญ แทงตาย การปกครองฉลองก็ตกมาเป็นขุนชนะคีรี ซึ่งมีตำแหน่งเป็นนายกอยู่ที่แขวงสุชน ก็ต้องดูแลฉลอง แทนอีก 1 ตำแหน่ง เมื่อ พ.ศ. 2428 ขุนชนะคีรีได้เสียชีวิตลง ฉลองก็มีขุนทิพธานี เป็นดูแลต่อมาอำนาจทางการเมืองก็ลดลงเรื่อย ๆ พ.ศ. 2440 ตรงกับสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทำการปรับปรุงการปกครองประเทศครั้งใหญ่ รัชกาลที่ 5 มองเห็นว่าเมืองนครศรีธรรมราช มีความคิดอะไรดี ๆ

           พระองค์จึงทรงเอาอย่าง คือพระองค์ทรงแบ่งแยกการปกครองของแต่ละเมือง ออกเป็นอำเภอทั่วประเทศ แล้วทรงตั้งนายอำเภอไปปกครองฉลองก็ตกเป็นตำบลหนึ่งของอำเภอสิชล โดยมีกำนันเป็นผู้ปกครองท้องที่ ในตำบลนั้น มีกำนันมาถึง 9 คน แล้ว

แผนผัง เว็บไซต์
mascot